24 ธ.ค. 2557

บันทึกคุณบัวบานเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน - วันที่ 2

หลังจากเดินทางมาถึงปักกิ่ง และเยี่ยมชมกำแพงเมืองจีนในวันแรก ซึ่งเป็นวันจันทร์. วันที่สองเราก็ตื่นเช้ามาทานอาหารเช้าในโรงแรม อาหารจะจืดๆ หาอาหารเค็มได้ยาก, อยากจะหาซีอิ๊วขาวมาหยดลงบนไข่ดาวสักหน่อยก็ไม่มี. เริ่มสงสัยว่าไอ้ซีอิ๊วขาวนี่มันเครื่องปรุงของจีนหรือของไทยกันแน่.


อาหารเช้าทั่วๆไปเหมือนโรงแรมปกติในไทย. เครื่องดื่มก็เหมือนๆกัน แต่มีน้ำพีช (หรืออาจจะเป็นน้ำบ๊วย) มาเพิ่ม.


ทานอาหารเสร็จก็ออกเดินทางสู่พระราชวังต้องห้าม ภาษาจีนเรียกว่ากู้กง  ออกเดินทางประมาณ 8:30 โดยขึ้นรถเมล์จากหน้าโรงแรม.

ป้ายรถเมลล์หน้าโรงแรม



เส้นทางวิ่งของรถเมลล์จากหน้าโรงแรมไปยังพระราชวังต้องห้าม


ประมาณ 30 นาทีก็มาถึงป้ายรถเมล์ใกล้ๆ กับพระราชวัง. เราแวะเข้าไปซื้อน้ำดื่ม ขนมปังและไส้กรอกแท่ง. ณ​ จุดนี้ก็ได้พบกับเหล้าดาวแดง เทียบได้กับเหล้าขาวของไทย แต่แพคเกจสวยงามกว่า.


ไส้กรอกแท่ง, เหล้าดาวแดง, โยเกิร์ต ที่วางขายแบบไม่แช่ตู้เย็น, และโค้กที่จากตู้ขายน้ำอัตโนมัติ



จากนั้นเราก็เดินเท้าเรียบกำแพง โดยมีกำแพงอยู่ซ้ายมือและมีคลองน้ำอยู่ขวามือ ระหว่างทางก็พบกับคุณลุงเล่นดนตรีอย่างชิลๆ.



เดินไปสักพักก็จะพบกับจุดตรวจสัมภาระ แถวยาวมากๆ ประมาณ 100 - 200 เมตร, พั้นช์บอกว่านี่คนน้อยมากแล้ว ถ้าวันหยุดเสาร์อาทิตย์ปกติหรือช่วงหยุดยาว คนอาจจะแน่นเหมือนเดิน 7 กิโลภายในร้านนั่งเล่นเอกมัย. หลังจากส่งพี่พั้นช์ไปตรวจสอบ ก็พบกับความจริงว่า คนที่สะพายกระเป๋ามา ต้องเดินผ่านเครื่องตรวจ. เราก็เลยนำกระเป๋ารวมไว้ที่คนเดียวและให้ต่อคิวไป ส่วนคนอื่นเดินไปรอข้างหน้า.
หลังผ่านจุดตรวจไปก็จะพบกับเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นประตูใหญ่ๆอันนึง ภายในบรรจุศพของอดีตท่านผู้นำ คุณเหมาเจ๋อตุง.

(บนซ้าย) คนขายของแบบถนนสีลมเป๊ะๆ, (บนกลาง) ต่อแถวตรวจกระเป๋า แถวยาวมากๆ, (บนขวา) ทหารจีน ณ จุดตรวจ
(ล่าง) เทียนอันเหมิน 


เดินผ่านเทียนอันเหมินเข้าไปก็จะพบกับประตูใหญ่ๆอีกบาน ณ จุดนี้ เราต้องไปซื้อตั๋วเข้าชมวัง เสี่ยวเม่ยอาสาไปซื้อตั๋วให้. เราก็ไปเดินชมร้านขายของฝาก ซึ่งราคาสูงไม่ใช่น้อย.
แม่เหล็กแปะตู้เย็น และพวงกุญแจจากร้านของฝากในพระราชวัง


หลังจากนั้นเราก็ไปเช่าอุปกรณ์ไกด์อัตโนมัติ มีลักษณะเหมือนไอพอดพร้อมหูฟัง ซึ่งรองรับหลายภาษามากๆ โดยมันจะทำงานเมื่อเราเดินไปถึงจุดที่กำหนดในแผนที่ มันจะพูดๆให้เราฟัง ไม่มียั้ง กดพอสได้แต่มันอาจจะไม่พูดอีกเลย, จะสั่งรีบู๊ทก็ไม่ได้.

(ซ้าย) ตู้กดน้ำ, (ขวา) ไกด์อัตโนมัติ

เดินเข้าสู่ประตูแรก จะพบกับแผนที่และคำบรรยายถึงพระราชวังต้องห้ามโดยรวม เมื่อเดินออกจากประตูจะพบกับลานกว้างที่เรามักจะเห็นในหนังจีน โดยเฉพาะฉากลานสังหารในเรื่อง Curse of the golden flower และบันไดขึ้นสู่อาคารกลาง ที่มีลายมังกรยาวๆลาดลงมา. ข้างบนจะมีนาฬิกาแดด และรูปหล่อโลหะของนกกะเรียนและเต่า​.

เส้นทางเดินจากฝั่งใต้ไปเหนือ รวมระยะทางประมาณ 6-8 กิโล เวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดในการชม ประมาณได้เป็น 3-8 ชั่วโมง.
(ซ้าย) แผนที่และเส้นทางเดินชมวัง, (กลาง) นาฬิกาแดด, (ขวา) รูปหล่อกะเรียน



ทางเดินขึ้นวังกลาง มีสิงโตและกระถางธุปยักษ์คอยเฝ้าทางขึ้น


เราเดินออกไปทางขวาของอาคารหลักและพบกับจุดบริการคอสเพลย์ ก็เลยจัดเต็มกันคนละชุด​ (นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นมักจะเช่าชุดเดียวแล้วเวียนกัน).

เตรียมตัวคอสเพลย์กันในวัง

(ซ้าย) ฮองเฮา, อบเชยตัวแสดงแทน, พระเจ้าบัวบาน     (ขวา) ฮองเฮาจับเด็กแฝดได้แถวๆในวัง


หลังจากนั้นก็แวะนั่งทานมื้อเที่ยง ภายในบริเวณส่วนกลางนั่นแล มีร้านไม่มากนัก ราคาสูงกว่าทานข้าวบนภูกระดึง, เราสั่งข้าวหน้าเนื้อตุ๋นและบะหมี่เนื้อมาทานกัน (เนื่องจากไม่มีทางเลือกมากนัก).

(ซ้าย) ข้าวหน้าเนื้อตุ๋น, (กลาง) บะหมี่เนื้อ 


หลังจากทานเสร็จแล้วเราก็มุ่งหน้าไปยังโซนพิเศษของวัง นั่นก็คือ "หอนาฬิกา" ซึ่งจริงๆแล้วมันคืออาคารหลังนึงที่ทางการจีนเอาไว้จัดแสดงนาฬิกา, หากจะเข้าชมก็ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม.
หอนาฬิกาเป็นอาคารชั้นเดียวเหมือนวังทั่วไป ภายในมีนาฬิกาเป็นร้อยเครื่อง ล้วนแต่มีขนาดใหญ่จนถึงใหญ่มากๆ. นาฬิกาแต่ละเครื่องมักจะมีกลไกคล้ายๆแบบที่มีนกกลไกเด้งออกมาจากนาฬิกาในเวลา 6 โมงเย็น... แต่ของกษัตริย์จีนนี่ประหลาดพิสดาลกว่าเยอะ เพราะสมัยนั้นฝั่งยุโรปกำลังฮิตการทำกลไกและเครื่องจักรกล. มีห้องรวมนาฬิกาอยู่ห้องหนึ่ง ภายในมีนาฬิกาประหลาดอยู่ประมาณ 15 อัน​ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่มาเปิดกลไกนาฬิกาทั้งหมด ในเวลา 14:00 - 14:04 น. (UTC+8), มีการเคลื่อนไหวแบบเห็นแล้วอึ้งพร้อมเสียงดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ.

นาฬิกาเกือบทั้งหมดมาจากยุโรป ชื่อช่างทำนาฬิกาก็จะชื่อเดิมๆ. 


ณ จุดนี้เหนื่อยเริ่มเหนื่อยละครับ. เดินตั้งแต่ 9 โมงจนบ่ายสาม แถมอากาศที่ปักกิ่งก็แย่มากสมคำร่ำลือ หายใจลำบากมาก แสบจมูกไปหมด.




สุดท้ายเรามุ่งหน้าไปยังสวนของพระราชวัง ต้นสนสวยมากครับ ​ไม่รู้พันธุ์อะไร น่าเอามาปลูกจัง. แล้วเราก็เดินๆออกมาทางประตูทิศเหนือของวัง มุ่งหารถเพื่อเดินทางไปยังถนนเฉียนเหมิน ประมาณว่าเป็นแหล่งช๊อปปิ้งเท่ๆ ของปักกิ่ง. แต่ทว่าหาแทกซี่ไม่ได้ครับ ...  แต่​ ณ ประตูทิศเหนือนี่มีรถเมลล์ไฟฟ้า (นึกถึงรถบั๊มครับ แบบนั้นเลย มีสายไฟโยงไว้ด้านบน) รถเมลล์ และรถสามล้อ. เราก็เลือกที่จะขึ้นรถเมลล์กันมาครับ.


ภาพกำแพงวังทางเหนือ


ขึ้นรถเมลล์มาลงที่ถนนคนเดินแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า เฉียนเหมิน (Qian Men street) ซึ่งอยู่ตรงข้ามประตูวังฝั่งทิศใต้. มีเป้าหมายหลักคือมาทานเป็ดปักกิ่งในตำนาน.
หน้าร้านมีภาพแสดงตำนานแห่งเป็ดปักกิ่ง

ร้านนี้ต้องจองคิวล่วงหน้านะฮะ. พอเข้ามาเราก็นั่งและจัดแจงสั่งอาหารอย่างไว. เป็ดปักกิ่งนั้นจะมาเสริฟโดยมีพ่อครัวมาหั่นโชว์กันที่โต๊ะเลย.

ขนมปัง, ซุปเยื่อไผ่, น้ำจิ้มเป็ด, และชิงเต่าาา

(ซ้าย) พ่อครัวกำลังเลาะหนังเป็ดตามด้วยหั่นเนื้อเป็ด, (ขวา) มรณบัตรของเป็ดตัวนี้ (หรืออาจจะเป็นบัตรประชาชนเป็ด)


จากนั้นเราก็เดินๆบนถนนไฮโซ จนพบเจอร้านเหล้าที่ดูดีมาก "ร้านเหล้าตราสามพ่อครัว", ภายในร้านมีความเป็นมาและเหล้าจีนหลายรุ่นให้เลือกสรร.



ต่อมาเราเดินมั่วๆไปเข้าซอยเล็กๆ จึงได้พบกับถนนแบบดั้งเดิม สองข้างทางขายของพื้นๆ ผู้คนขวักไขว่กว่าถนนไฮโซ. เราก็เดินไปซื้อของปิ้งย่างกิน โดยสั่งปลาหมึกปิ้งรสปาปิก้า. ต่อมาคุณมิ้งคริก็ไปสั่งไอติมแท่งนึง ...ปรากฎว่าได้มาสามฮะ - -" lost in translation จริงๆ.
ถนนข้างเฉียนเหมิน ได้อารมแบบดั้งเดิม




จบจากถนนเฉียนเหมิน, เราก็ส่งคุณแม่ขึ้นรถกลับโรงแรม และไปซิ่งกันต่อที่ถนนหวังฝูจิง (Wangfujing street). ถนนนี้จะมีซอยเล็กๆ ที่ขายของกินเล็กๆ และประหลาดๆ น่าเสียดายที่แบตโทรศัพท์หมดเลยถ่ายภาพมาได้นิดเดียว T-T.
ภาพบรรยากาศซอยแห่งนึงบนถนนหวังฝูจิง
แมงป่องเป็นๆเสียบไม้ ยังดิ้นๆอยู่เลยฮะ
เราเดินถนนเล็กๆเสร็จแล้วก็ไปเดินห้างใหญ่ๆ. มีห้างจำนวนมากกก อยู่บนถนนเส้นนี้ครับ. ถ้าให้เทียบก็เหมือนสยาม แต่มีห้างเยอะกว่า.
เดินไปจนห้างปิดหมด ร้านค้าก็ปิดเกือบหมด, ถึงเวลาหาแทกซี่กลับครับ. เดินหาประมาณ 1 ชั่วโมงเต็ม... ยังไม่พบเลย เจอแต่รถแทกซี่เหมา (แบบที่มีในไทยเป๊ะๆ), คุณเสี่ยวเม่ยถึงกับเดินไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเลยทีเดียว.
(ซ้าย) ฝรั่งคลั่ง นอนกลางถนนหวังฝูจิง. (ขวา) คุณเสี่ยวเม่ยฟ้องตำรวจเรื่องแทกซี่ไม่ยอมกดมิเตอร์

ในที่สุดคุณตำรวจก็ลงมือโบกแทกซี่ให้เองเลยฮะ. คันไหนไม่จอดอาจโดนเรียกไปปรับทัศนคติ. กลับเข้าห้องอาบน้ำ นวดขานอนพัก เตรียมเดินทางไปจ้านเจียงเพื่อร่วมงานแต่งพี่พั้นช์ในวันรุ่งขึ้น. จบวันที่สองอย่างเหนื่อยล้าสุดๆ.















13 มิ.ย. 2557

บันทึกคุณบัวบานเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน - ปฐมบท

บันทึกคุณบัวบานเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน 

ครอบครัวบัวบานต้องเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมเป็นเกียรติในงานแต่งงานพี่สาวที่จีน ระหว่างวันที่ 28 - 4 พฤษภาคม โดยมีเป้าหมายสองอย่างคือเที่ยวเมืองปักกิ่ง (Beijing) และไปงานแต่งงานที่เมืองจ้าวจวง (Zaozhuang) มณฑลซานตง (Shandong).

ปฐมบท: การเตรียมตัวและการเดินทาง


วีซ่าาาาาา

คุณพี่พั้นช์ให้คำแนะนำว่า ติดต่อไปบริษัททัวร์เพื่อทำวีซ่าเพื่อความสะดวกรวดเร็ว.
บัวบานก็จึงได้เดินทางไปยังบริษัททัวร์จิ้งอี้ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่สีลม เพื่อติดต่อทำวีซ่าให้บัวบานและครอบครัว รวม 4 คน. สิ่งที่ต้องเตรียมไปทำวีซ่านั้น ดูได้จากเว็บของจิ้งอี้ โดยจิ้งอี้คิดค่าบริการฉบับละ 1,300 บาท บริการส่งฟรีในเขตใกล้ๆถ้าเกิน 2 เล่ม   แต่ถ้าไปขอวีซ่าเองที่สถานฑูตจีนจะเสียค่าบริการฉบับละ 1,000 บาท. สิ่งที่เอเย่นต์ทำให้เราก็คือการกรอกฟอร์ม การไปยื่นขอวีซ่า การไปรับวีซ่า และการส่งวีซ่ามาให้เรา

หลังจากยื่นเอกสารให้จิ้งอี้ ... ผ่านไป 1 วัน พนักงานจิ้งอี้ก็โทรมาขอเอกสารการแปลงเพศค่ะ....
บัวบานก็นึกว่าเขาโทรผิด ... แต่เขายืนยันมาว่า ชื่อคุณปานxxx ใช่มั้ยคะ?
คราวนี้ชัดเลย.... กูไปแปลงเพศมาตอนไหนวะเนี่ย บัวบานก็พยามอธิบายว่า กูเปล่าาา  กูยังไม่ได้ผ่าเว่ยเฮ้ยยย ยังอยู่ครบและใช้การได้ดี. เจ้าหน้าที่จิ้งอี้ก็บอกว่าหน้าสวยผมยาวสลวย กลัวจะไม่ได้วีซ่าเพราะเจ้าหน้าที่เขาเข้มงวดเรื่องนี้  เลยขอรูปแมนๆสักสองสามรูป  บัวบานก็จัดรูปที่น่าจะดูแล้วไม่สร้างความสับสนส่งให้ไปทางไลน์.
หลังจากผ่านไป 4 วันทำการ เขาก็บอกว่าได้วีซ่าครบทุกคนค่ะ และก็มีพนักงานมาส่ง ณ ตึกอื้อฯ.

ตั๋วเครื่องบิน

คุณพี่เขยและพี่สาวร่วมกันออกเงินค่าตั๋วให้หมดเลย  T-T ขอบคุณมากค้าบบบ.
พี่เขยเลือกสายการบิน Hainan Airline ราคาตั๋วไป-กลับเบยจิงนั้น อยู่ที่ประมาณ 13,800 บาทต่อคน (เป็นช่วงโปรพอดี)  ซึ่งราคารวม 4 คนอยู่ที่ 55,xxx  ส่วน Air Asia จะประมาณ 58,xxx และการบินไทยอยู่ที่ 62,xxx บาท. เราก็แค่ปริ๊นท์ตั๋วเครื่องบินไปให้พร้อมเท่านั้นเอง.

สัมภาระ

ต้นเดือนพฤษภาคมนั้นเป็นช่วงย่างเข้าหน้าร้อน ซึ่งส่งผลให้อากาศที่จีนดีมากฮะ ไม่ต้องใช้เสื้อกันหนาวก็ได้ อุณหภูมิตอน 8 โมงจะประมาณ 18-22 องศาเซลเซียส  ถือว่ากำลังดีกับดิฉันเลยค่ะ ส่วนของอื่นๆที่ควรมีก็กระดาษเปียก ทิชชู่ ยา เกลือ.

การเดินทาง

ภาพขนาดเครื่องบิน Boeing 737-800
เดินทางจากสนามบินสุวรรณฯ โดยเครื่อง Boeing 737-800  ขนาดพอๆกับที่คนไทยนั่งนกแอร์ไปเที่ยวภูเก็ตนั่นล่ะฮะ T-T เล็กชะมัด. ขึ้นเครื่องตอนตี 1 ตรง  มีแวะตกหลุมอากาศนิดหน่อยระหว่างเครื่องขึ้น. พอเวลาตี 2 กำลังหลับสบาย แอร์สาวก็เดินมาปลุกแล้วถามว่าขนมปังไข่ดาวมั้ยคะ ... ไอ้เราก็ตอบว่าไม่เอา แต่ขอบะหมี่เป็ด ...  อืมม บะหมี่เป็ดอุ่นๆ เส้นแบบอุด้ง กับเป็ดแบบ MK  รสชาติดีไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว


บทที่ 2: ก้าวแรกและวันแรกในประเทศจีน

หลังจากเครื่องบินลงจอด เราเข้ามายังอาคารผู้โดยสาร เจอพี่พั้นช์ พี่เขย และเสี่ยวเม่ยหรือชื่อจริงว่าเยี่ยนหัว ซึ่งเป็นน้องสาวพี่เขย (คำว่าเสี่ยวเม่ย แปลว่าน้องสาว).
สิ่งแรกที่เราทำคือหาแท็กซี่เข้าที่พักในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ปักกิ่ง. 
แท็กซี่ที่นี่ราคาไม่แพงมาก แต่มากกว่าไทยหน่อยนึง เริ่มต้นที่ 15 หยวน (ประมาณ 75 บาท) สภาพรถก็ค่อนข้างจะออกแนวอนุรักษ์นิยม แบบว่าไม่มีกระจกไฟฟ้า ที่สำคัญคือแท็กซี่ไม่เปิดแอร์นะฮ้าบบบบ ปล่อยให้ร้อนหมักหมมอยู่นานนนน นอนหลับจนหน้าเหนียวเลย.
สภาพการจราจรในปักกิ่งก็ติดมิใช่น้อยเลย ถ้าให้เทียบก็พอๆกับวิ่งจากหัวลำโพงไปเดอะลอร์ด โดยผ่านทางพระราม4-อโศก-รัชดา. คุณเสี่ยวเม่ยบอกว่ามันติดเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนนี่ล่ะฮะ. รวมเวลานั่งแท็กซี่ประมาณชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งปกติจะประมาณ 20-30 นาทีได้). 

ในที่สุดเราก็มาถึง Springs Valley Hotel เวลาประมาณ 8:30. ตัวโรงแรมอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ใกล้ๆกับหอเทียนถาน. ราคาที่พักไม่ทราบครับ เพราะว่าพี่สาวพี่เขยจ่ายให้หมดเลย >.<.
ภาพแผนที่ปักกิ่ง เอียงๆมาทางตะวันออกเฉียงใต้. พระราชวังต้องห้ามจะเป็นใจกลางเมืองนะฮะ.


สิ่งแรกที่ทำเลยก็คือแปรงฟันครับ ฮ่ะๆ เพื่อเตรียมไปทานมื้อเช้านั่นเอง.
ห้องนี้ไม่มีห้องน้ำครับ มันอยู่รวมกับห้องนอนเลย T-T


อาหารมื้อแรกของเราในประเทศจีน ไม่ธรรมดาครับ คุณพี่เขยศึกษามาเป็นอย่างดี โดยจะพาไปร้านที่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนชอบมาทานครับ ชื่อร้านว่าอะไรก็ไม่รู้.
อาหารก็เป็นซาลาเปาไส้เนื้อ ซาลาเปาไส้ผัก ถั่ว แตงกวาดอง ไก่ทอดรสเผ็ด และอาหารเส้นที่ท่านผู้นำชอบผมจำชื่อไม่ได้ฮะ. นั่งกัน 7 คน สั่งซาลาเปามา 20 ลูก อาหารอื่นๆอีก 10 กว่าจาน และโยเกิร์ต... สรุปว่าทานไม่หมดครับ เพราะรสชาติไม่ค่อยถูกปากคนไทย ซาลาเปาจืดไปนิด ถั่วรสเค็ม แตงกวาดองเปรี้ยวหวานโอเค แแต่ไอ้เมนูที่ท่านผู้นำชอบนี่ จืดมากกกกกกกกกกกกก.

อันนี้ไก่ทอดเสียบไม้ อร่อยดีฮะ รสชาติไทยๆ
ชามนี้คือเมนูที่ท่านผู้นำชอบทานครับ ขาวๆนั่นคือเส้นใหญ่ ส้มๆคือแครอท
เขียวๆคือแตงกวา โดยรวมรสชาติจืดชืดฮะ ไม่แนะนำให้เอาเยี่ยงอย่างท่านผู้นำครับ

หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ เราก็รีบกลับโรงแรมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมออกเดินทางไปเยี่ยมชมสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่ที่สุด... กำแพงเมืองจีน. เนื่องจากมันเป็นกำแพงที่ยาวที่สุดในโลกนะฮะ เราก็ต้องเลือกเอาว่าจะปีนรั้วที่จุดไหนดี โดยพี่เขยและเสี่ยวเม่ยตัดสินใจมาแล้วว่าเราจะไปที่ปาต๋าหลิง (Badaling).

มาถึงจุดนี้ขอคั่นด้วยการอ่านภาษาจีนแบบเดาๆ นิดนึงครับ.
เนื่องจากวันแรกที่จีน ทำเอาบัวบานงงมาก ว่าเขาพูดอะไรกัน ป้ายเขียนแบบนึง ทำไมพูดอีกแบบนึง. หลังจากวิเคราะห์หาความสัมพันธ์อยู่สองสามวัน ก็ได้ข้อสรุปประมาณนี้ฮะ.
B ออกเสียง ป
D ออกเสียง ต
Q ออกเสียง ฉ
Zh ออกเสียง จ
Sh ออกเสียง ซ
Shen ออกเสียง เซิน
Men ออกเสียงเหมิน
Cheng ออกเสียง เฉิง

คุณพี่เขยพาเราขึ้นรถเมล์ไปที่เทียนถาน ซึ่งมีสถานีรถไฟใต้ดินสถานีเทียนถาน.










จากนั้นเราก็ขึ้นรถไฟใต้ดินไปจนถึง Beijing North Railway Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟฟ้าบนดิน เพื่อเดินทางไปปาต๋าหลิงซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปักกิ่ง. ภายในรถไฟใต้ดินก็มีสภาพเหมือนๆ กับรถไฟใต้ดินในไทย มีคนลุกให้เด็กและคนชรานั่งด้วย  ไม่พบคนถุยน้ำลาย ทานอาหาร และอึอื๊ออในรถไฟ.

เส้นทางจากโรงแรม Springs Valley ไป Beijing North Railway Station


(ซ้าย)สภาพภายในรถไฟใต้ดิน  (ขวา)สถานีรถไฟใต้ดินที่เชื่อมต่อกับ Beijing North Railway Station


หลังจากมึนงงหลงทางเบาๆ กันอยู่พักนึง คุณพี่เขยก็พาเรามาจนถึง Beijing North Railway จนได้ฮะ. เราเดินขึ้นไปที่  Beijing North Railway Station และพบกับตู้ขายตั๋ว. คุณพี่เขยและเสี่ยวเม่ยก็รีบไปซื้อตั๋วรถไฟในทันใด.

ตู้ขายตั๋วรถไฟบนดิน เพื่อเดินทางไปตอนเหนือของจีน


เมื่อเสร็จกิจ พี่เขยก็ขอแยกทางไปขึ้นรถไฟความเร็วสูงเดินทางไปซานตง เพื่อไปเตรียมการงานแต่งล่วงหน้า. ส่วนคณะเดินทางก็เดินเท้าเข้าสู่อาคารพักผู้โดยสาร. หลังจากยืนรอประมาณ 15 นาที เราก็ได้เข้ามาที่ชานชาลา.


เส้นทางจาก Beijing North Railway ไปยังสถานีปาต๋าหลิง ซึ่งเป็นจุดที่เราจะเดินชมกำแพงเมืองจีน

รถไฟนี่วิ่งด้วยความเร็วค่อนข้างต่ำ คุ้นๆว่าประมาณ 80-100 กม/ชม. รถไฟเป็นแบบไม่ระบุที่นั่ง ดังนั้นผู้โดยสารจึงรีบเข้าไปหามุมเหมาะๆ ที่นั่งภายในเป็นแบบ 3-2 ที่นั่งในหนึ่งแถว เราก็เลือกหาที่นั่งฝั่ง 3 ได้สองแถว.
หลังจากนั่งรอประมาณ 2 นาที ก็มีหนุ่มจีนใจดี เดินมาทักทายและบอกกับเสี่ยวเม่ยว่า "... พวกคุณนั่งผิดทางนะ ผมเป็นห่วง". กล่าวคือเรากำลังนั่งหันหลังอยู่ครับ ซึ่งเวลารถไฟวิ่งเราอาจจะมึนได้ เขาเลยมาเตือนด้วยความหวังดี.
เราก็เลยรีบหาที่ใหม่ครับ แต่สายไปเสียแล้ว ไม่มีที่นั่งติดๆกันเลย... เราเลยแยกย้ายกันไปนั่งครับ.
 บรรยากาศระหว่างเดินทาง จะเห็นกำแพงเมืองจีนโผล่มาเป็นครั้งคราว


ผ่านไปประมาณ 80-90 นาที เราก็มาถึงสถานี Badaling Railway Station.
เดินเท้าไปประมาณ 1 กิโล ขึ้นบันได้อีกนิดหน่อย ก็มาถึงจุดขายตั๋วกระเช้าลอยฟ้า.




กระเช้าลอยฟ้าที่นี่ไม่จอดรับคนนะฮะ มันวิ่งวนไปเรื่อยๆ ใครอยากขึ้นต้องกระโดดให้ถูกจังหวะ - -" ....
มันจะหยุดนิ่งระหว่างทาง 2-3 ครั้งเพื่อให้เราได้ชมบรรยากาศในหุบเขา.

พอขึ้นถึงข้างบน จะพบกับป้ายบอกเส้นทาง จุดที่นิ้วชี้อยู่นั่นคือตำแหน่งปัจจุบัน มีสองทางให้เราเลือก คือจะเดินขึ้น(ใกล้) หรือเดินลง(ไกล).
ป้ายบอกเส้นทางการเดิน ภาษาจีนล้วนๆ T-T


เราเลือกเดินลงครับ เพราะไม่อยากเดินขึ้นเขา และเพื่อความคุ้ม เพราะเส้นทางมันยาวดี.









อุณหภูมิบนเขาในวันนั้นกำลังสบายฮะ น่าจะประมาณ 25 องศา.
กำแพงเมืองจีนที่ปาต๋าหลิงนี้ถูกสร้างจากอิฐเผาและปูนขาวเนื่องจากมันด่านสำคัญ ส่วนกำแพงเมืองจีนที่จุดอื่นๆที่ไม่ค่อยสำคัญจะถูกสร้างด้วยดิน ฟาง และมีอิฐเป็นบางส่วน.


ภาพตัวอย่างกำแพงเมืองจีนส่วนอื่นๆ ที่ถูกสร้างจากดินเหนียวและฟางซ้อนทับกันหลายๆชั้น (ภาพจากแหล่งอื่นนะครับ)

ตามทางเดินบนกำแพงก็จะมีป้ายห้ามป้ายเตือนห้ามขีดเขียนปีนป่าย. แต่ทุกประเทศย่อมมีคนอ่านหนังสือไม่ออก - -"  โดยเฉพาะที่จีนนี่จัดเต็มมาก เรียกได้ว่าอิฐแทบทุกก้อนมีลายลักษณ์อักษร.


ทางเดินมีทั้งจุดลาดชันมากๆ ปานกลางและน้อย ใครคิดจะไปเที่ยวควรตัดสินใจก่อนอายุ 55 นะครับ.
ทางเดินที่ชันมากๆจะมีราวให้จับ. ราวจับนั้นมีการออกแบบมาดีเลยฮะ จะมี 2-3 ราวซึ่งมีความสูงแตกต่างกันสำหรับคนต่างๆกัน ถ้าไม่ถูกใจราวซ้าย ก็เปลี่ยนไปลองราวกลางหรือขวาได้.

ความสูงความชันมันทำเอาสะเทือนใจนิดๆ









บนกำแพงนั้นจะมีทางลงและประตูออกไปนอกกำแพงเป็นระยะๆ ผมเองก็ไม่กล้าลงไปเพราะว่ามันน่ากลัวมากครับ แค่ยืนตรงทางลงก็ได้กลิ่นอันน่าสะพรึงโชยมาเป็นระยะ T-T.

ระหว่างทางเดินไปก็จะมีป้อมอยู่สองสามอันครับ เขาว่ากันว่ามันเอาไว้พักผ่อน ส่งสัญญาณควันสำหรับแจ้งข่าวการโดนโจมตี และก็เอาไว้ป้องกันการโจมตีด้วยธนูจากนักรบมองโกล.

(ซ้าย) ทางลงสำหรับออกไปนอกกำแพง  (ขวา) ประตูป้อมปราการแห่งหนึ่ง

ภาพภายในป้อมปราการแห่งที่สอง เป็นแบบไม่มีหลังคา

หลังจากเดินขึ้นๆลงๆอยู่ประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็จะพบกับจุดสิ้นสุดและบริเวณขายของฮะ.
มองจากบนกำแพงลงไปจะเห็นจุดขายของอยู่ไกลๆฮะ
เราจบการเดินบนกำแพง ณ จุดนี้เพราะทางเดินบนกำแพงหลังจากนี้เป็นการขึ้นเขา อย่างไกล.
ณ จุดจบของการเดินทางบนกำแพง จะพบกับป้ายหินแกะสลัก เสี่ยวเม่ยกล่าวว่า มันเขียนไว้ว่า "ท่านคือผู้พิชิตกำแพงเมืองจีน" แต่ตอนนี้ผู้พิชิตขาสั่นหมดแล้ว T-T.
ท่านเหล่านี้คือผู้พิชิต แฮ่กๆๆๆๆๆๆ


บริเวณขายของฝากของชำร่วยก็มีเสื้อผ้า กำไล สร้อย แมกนัม ขนมกรุบกรอบทั่วไป ซึ่งราคาแพงกว่าในเมืองสองเท่า. คุณมิ้งคริทานแมกนัมไปอันหนึ่้ง ราคา 15 หยวน (ประมาณ 75 บาท). ซึ่งภายหลังได้ทราบจากเสี่ยวเม่ยว่า เราควรลองต่อราคาดูนะ ไอติมก็ต่อราคาได้ ...

บัวบานเดินชิล ส่วนมิ้งคริเคี้ยวแมกนัมหงับๆๆ

เรามุ่งหน้าไปหารถบัส เพราะรถไฟฟ้าหมดไปแล้ว.
เราไปขึ้นชัทเติ้ลบัส เพื่อไปที่สถานีรถบัส เมื่อถึงสถานีก็พบว่ามีคนหลายร้อยคนยืนรอรถอยู่ T-T โอวชิท. เสี่ยวเม่ยจึงเดินไปคุยกับรถแทกซี่แบบเหมา เขาบอกว่าให้เราไปที่ถนนใหญ่แล้วรอที่นั่นดีกว่านะ เดี๋ยวเขาไปส่งเอง ขอแค่ 60 หยวน T-T...

คนขับรถคุยกับเสี่ยวเม่ยเป็นภาษาจีนกันเป็นเวลานาน

เมื่อถึงจุดรอรถ คนขับบอกว่าไม่เกิน 10 นาทีก็น่าจะเจอรถเมล์ แต่เรารอ 30-40 นาทีเลยทีเดียว ฮ่ะๆ. คนขับแทกซี่ก็ต้องยืนรอกับพวกเราด้วยเพราะเสี่ยวเม่ยไม่ยอมจ่ายเงินให้ง่ายๆ ^.^
รถบัสวิ่งมาเรื่อยๆจนถึงตัวเมืองปักกิ่ง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง โดยรถมาจอด ณ จุดน่าสนใจจุดหนึ่งฮะ มันคือหอกลองและหอระฆัง "Drum-Bell Tower" ...
แผนที่แสดงจุดจอดรถบัสและตำแหน่งของโรงแรม

(ซ้าย) หอกลอง  (ขวา) หอนาฬิกา  (ทั้งสองภาพเอามาจากแหล่งอื่นฮะ)
 เรามาถึงในช่วงเวลาที่คนเลิกงานกันพอดี ก็เลยมีคนพลุกพล่านใช้ได้. เสี่ยวเม่ยพยามหาแทกซี่แต่ว่าเขาขอเหมาในราคาแพง เราเลยได้ขึ้นรถเมล์กลับโรงแรมกันฮะ.

ภาพบริเวณที่เราไปขึ้นรถเมล์ จะเห็นหอกลองอยู่ไกลๆ ด้านหลังฮะ

บรรยากาศบนรถเมล์ที่นั่งกลับโรงแรม. จีนก็มี KFC นะเออ.

กลับไปถึงห้องปุ๊บเราก็รีบอาบน้ำแต่งตัว เพื่อเตรียมออกไปทานมื้อเย็นในตำนาน ตำนานจริงๆ นะฮะ. ร้านหม้อไฟต้นตำหรับของจีน เรียกได้ว่าเป็นร้านหม้อไฟร้านแรกๆในโลกเลยก็ว่าได้.
เราไปถึงร้านประมาณสองทุ่ม ภายในร้านมีแบบห้องส่วนตัวและที่นั่งรวมๆ มีคนทานอยู่ไม่เยอะนักเพราะร้านใกล้จะปิดแล้ว ในเวลาสามทุ่มครึ่ง.


(ซ้าย) ท่านประธานเหมาก็มาร้านนี้  (ขวา) ภาพร้านในอดีต

อาหารก็แพง พอๆกะทานหม้อไฟในสยามพารากอนเลยฮะ.
(ซ้าย) จานบนชุดเนื้อแกะ ราคาประมาณ 700 บาท   (ขวา) อาหารอื่นๆ ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 150 บาท

น้ำจิ้มที่นี่ไม่ฟรีฮะ ต้องเสียตังสั่งมาซึ่งมีให้เลือกสองแบบ เราเลยสั่งแบบน้ำจิ้มถ้วยคู่มาคนละชุด  พนักงานถึงกับงงว่าเอาน้ำจิ้มมาทำอะไรเยอะแยะ.
พอได้เห็นขนาดถ้วยน้ำจิ้มแล้วถึงกับสะดุ้ง ถ้วยมันใหญ่สุดๆ ความสูงเท่าๆกับยาดมเซียงเพียวเลย. และเราก็สั่งเส้นบะหมี่อะไรสักอย่างมาด้วย ซึ่งพั้นช์บอกว่ามันมีส่วนผสมของ "ม๋าล่า" ซึ่งให้รสชา กินแล้วจะทำให้รสชาติอาหารผิดเพี้ยนไปหมด T-T.
เราใส่ผักและเริ่มทำการจุ่มเนื้อ เนื้อแพะมันมีกลิ่นแบบที่ผมไม่ค่อยถูกปากนัก แต่ก็ถูกปากคนอื่นๆ ดี. โต๊ะข้างๆ ดื่มเหล้าเบียร์กันจนหน้าแดงแล้ว แถมสูบบุหรี่ในร้านได้เลยด้วยฮะ. โต๊ะถัดไปก็กำลังเอาเต้าหู้ขึ้นมาแปะไว้กับปล่องไฟ เราก็เลยลองเลียนแบบบ้าง โดยการต้มให้นุ่มแล้วคีบมันขึ้นมาแปะไว้ พอเริ่มมีสีน้ำตาลไหม้ๆก็เอาเข้าปากได้เลย.


(ซ้าย) สภาพหม้อก่อนใส่ผักและเนื้อ จะมีแต่เห็ดแห้งล้วนๆ ไม่รู้เห็ดอะไร
(ขวา) สภาพหม้อหลังใส่ผักและเนื้อ และการทดลองแปะเต้าหู้ลงบนปล่องไฟ

หลังจากทานเสร็จเรียบร้อยเราก็กลับออกมาหาแทกซี่กัน ณ จุดนี้เกือบโดนรถมอไซชนเพราะว่าที่จีนนี่คนต้องหลบรถฮะ แล้วถนนก็ค่อนข้างสับสนมาก เพราะมันวิ่งได้แบบฟรีฟอร์ออลเลย.

กลับมาถึงโรงแรมก็แวะซื้อเบียร์อันดับหนึ่ง "ชิงเต่า" รสออริจินัล เทียบชื่อชั้นก็น่าจะประมาณเบียร์สิงห์เมื่อ 20 ปีก่อน. ชิงเต่าเป็นเบียร์แห่งของประเทศจีนเลยนะฮะ เริ่มต้นเป็นของบริษัทจากเยอรมัน จึงให้รสชาติเทียบได้กับเบียร์เยอรมัน. รสชาติก็จืดๆ แถมดื่มยากเพราะไม่ค่อยเย็นนัก ไม่รู้ทำไมชาวจีนไม่ค่อยดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ หนักกว่านั้นคือหาซื้อน้ำแข็งแทบไม่ได้เลยทีเดียว.  ดื่มเสร็จก็เข้านอน จบวันแรกลงซะที หุหุ.